Parents talk about us – Caitlyn

Post 79 of 79

556686_553748437998305_1494638328_nWe are delighted to have both of our children in Glory International School. We have looked and tried most of the International schools in the surrounding area.In terms of value and the educational benefits we feel that our daughter has progresses the most at GIS, although there is always room for improvement.When we first moved to Thailand we enrolled our daughter in a Thai speaking school in the hope that it would help her improve her language skills, but she never did settle. From there we went to GIS, where she settled quickly and confidently. Her reading and writing skills improved greatly in English, Thai and Chinese languages.Knowing our daughter is keen on art and sporting activities; which I too feel are important for a developing child, we moved her again to try other International Schools. At these schools her artistic and sporting achievements were second to none. However, we were not so happy with her more academic achievements.We now have enrolled both of our children at GIS and will provide extra creative tuition and sporting activities in our own time. Every morning the children are keen to get to school and my daughter is especially happy to have homework again! I hope she maintains that attitude through later years of study!Caitlyn and Jeremy’s Parents

 

เราเป็นครอบครัวที่ย้ายมาจากประเทศอังกฤษ เนื่องด้วยคุณเดวิดมีงานใหม่ที่เมืองไทย เราจึงตัดสินใจในการย้ายซึ่งตอนแรกคิดว่าไม่ถาวรเนื่องจากดิฉันชอบการใช้ชีวิตที่รู้สึกปลอดภัยและเป็นมิตรของคนที่เมืองที่ดิฉันได้ไปอยู่ รวมถึงเพื่อนๆชาวอังกฤษและอีกหลายชาติ เพราะดิฉันได้มีโอกาสเรียนต่อในคอร์สเรียนต่างๆ บวกกับการที่ดิฉันไม่เคยใช้ภาษาไทยกับลูกเลยทำให้ลูกดิฉันไม่สามารถสื่อสารภาษาแม่ได้ อาจเป็นการที่ผิดแต่เนื่องด้วยดิฉันไม่มีเพื่อนคนไทยที่โน่นเลย ก็เลยชินกับการพูดภาษาเดียวมากกว่า และอาจบวกกับการไม่อยากให้ลูกสับสนหลายๆภาษาจนวันนึงดิฉันได้มีโอกาสไปหาเพื่อนรักคนไทยทางใต้ของอังกฤษแล้วเพื่อนคนไทยคนนี้เค้ามีแฟนเป็นคนไทยลูกครึ่งที่เกิดแล้วอยู่ที่นั่นเค้าเรียนทางด้านการทำงานของสมองของเด็ก เค้าก็เลยบอกเราว่าสิ่งที่เราคิดมันไม่จริงว่าเด็กจะเกิดการสับสนถ้าพูดหลายๆภาษาเค้าบอกว่าเด็กเล็กจะมีความจำคล้ายๆ microchip ทำงานอยู่ในสมองเราสามารถใส่ความจำและความคุ้นเคยลงไปเรื่อยๆแต่อย่าบังคับว่า ต้องพูดๆถ้าเค้ายังไม่พร้อม แต่ดิฉันก็ยังไม่ได้คิดว่าจะอยากให้ลูกพูดภาษาจีนอยู่ดี ก่อนย้ายมาเมืองไทยดิฉันได้ทำการค้นหาโรงเรียนที่เหมาะสมกับลูกที่สุด ได้มาตรฐานที่สุดและดีที่สุด บวกกับการที่ดิฉันอยู่และใช้ชีวิตที่อังกฤษมาหลายปีการและหนึ่งในคอร์สเรียนที่ดิฉันไปเรียนเกี่ยวกับการดูแลเด็ก

ดิฉันก็ยิ่งมั่นใจว่าโรงเรียนที่ลูกดิฉันต้องเรียน ต้องเป็นโรงเรียนระบบของประเทศอังกฤษเท่านั้น ดิฉันดูไว้หลายโรงเรียนตอนอยู่ที่นั่นและต้องมีถึงจบมัธยมปลายเพราะไม่อยากให้ลูกย้ายโรงเรียนบ่อยๆ ต้องมีการรับรองอย่างถูกต้องของประเทศอังกฤษที่จะกลับไปศึกษาต่อ หรื่อ กลับไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยชื่อดังในใจของดิฉันที่คลาดหวังไว้ ทั้งๆที่ตอนนั้นลูกดิฉันพึ่ง 2 ขวบปีเท่านั้นแต่เนื่องด้วยดิฉันคนที่ชอบวางแผนยาวไกลจนบางที สามีดิฉันบอกว่าใจเย็นๆ (แต่ดิฉันก็ไม่เคยบังคับลูกเรียนหรือสิ่งที่ไม่ชอบเลยนะคะ) เพราะยังไงดิฉันก็ยังให้เกียรติลูกส่วนหนึ่งในการตัดสินโดยให้เหตุผลว่าทำไมต้องเรียนแบบนี้ แล้วก็ถามเค้าว่าอยากลองก่อนหรือเปล่า ถ้าเรียนแล้วจะเป็นแบบไหน พอดิฉันกลับมาอยู่เมืองไทยจริงๆมันก็ไม่เป็นแบบนั้นเพราะเนื่องด้วยลูกดิฉันพูดภาษาไทยไม่ได้เลยฟังไม่รู้เรื่องเลย ฟังพี่ป้าน้าอาไม่ได้ ดิฉันก็เลยตัดสินใจใหม่โดยการส่งเข้าโรงเรียนเอกชนไทยคล้ายๆหักดิบหน่อยๆ แต่เค้าก็ร้องไห้ทุกวันไม่อยากไปโรงเรียนเวลาผ่านไป1เดือน ดิฉันก็เลยนึกถึงคำพูดเพื่อนว่าเด็กตอนเด็กสามารถจำได้หลายๆภาษาบวกกับประเทศจีนกำลังมาแรงและจากการที่ดิฉันศึกษาการเรียนการสอนของสิงคโปร์กำลังเป็นลำดับต้นๆของโลก ดิฉันก็เลยตัดสินใจย้ายโรงเรียนไปเรียนที่ Glory เพราะเนื่องด้วยอยู่ในซอยบ้านแล้วนักเรียนพูดภาษาอังกฤษได้ แต่เพราะเนื่องด้วยโรงเรียน Glory ไม่ได้อยู่ในความคิดของดิฉันเพราะไม่มีถึง ม.6 เป็นโรงเรียนเล็ก ตอนนั้นเหมือนแค่เอาไปฝากๆไว้ก่อน ต่อมาอีกสัก 2 เดือนก็ตัดสินใจย้ายอีกไปที่โรงเรียนระบบสิงคโปร์ใหญ่แห่งหนึ่ง ซอยสุขุมวิท 31 เรียนไปได้ไม่นานประมาณ1เดือนดิฉันก็ตัดสินใจย้ายกลับมาที่ Glory อีกครั้่ง เพราะเนื่องด้วย การเดินทางที่ไกลและการจราจรที่ติดหนัก ก็ยังคิดเหมือนเดิมเหมือนมาพักไว้ก่อน ก็หาโรงเรียนใหม่อีก เรียน Glory ไปสักประมาณ 1 เทอมการศึกษา ก็ทำการหาโรงเรียนหาโรงเรียนใหม่ให้ลูกอีกครั้งเพราะคิดแทนลูกอีกว่าลูกควรจะอยู่โรงเรียนที่ดีกว่านี้เนื่องจากเรามีปัจจัยทางการเงินเอื้ออำนวยพอสมควร เราก็ทำการย้ายอีกไปที่โรงเรียนอินเตอร์แห่งหนึ่งที่คิดว่าเหมาะสมก็เป็นโรงเรียนที่ใหญ่ และหรูหราที่สุดรอบปี ตั้งโดดเด่นที่ กม. 1 บางนาตราด ซึ่งดิฉันก็ยังไม่ทำการทิ้งภาษาที่ 3ของลูกอยู่ดีเรามีการจ้างครูพิเศษสอนภาษาจีนเพิ่มส่วนตัว ซึ่งทุกอย่างคือค่าใช้จ่าย ซึ่งเราเรียนโรงเรียนใหญ่ หรูหรามาเป็นเวลา 3ปี ดิฉันก็รู้สึกว่าคิดถูกหรือยังในการที่จะให้ลูกเรียนที่นี่ ระบบของโรงเรียนที่ช้ามากๆ ถึงมากที่สุดสำหรับแม่แบบเรา บวกกับค่าเทอมที่มากขึ้นๆๆๆ ทุกปีแถมยังเรียนไม่ครบตามความตั้งใจของเราอีกความใหญ่และหรูหรามันไม่ใช่ที่เราต้องการที่สุดและดีที่สุดสำหรับลูกเรา เพราะเป็นระบบของ อเมริกัน และพฤติกรรมของลูกในการนั่งทำอะไรนานๆของลูกเราได้เปลี่ยนไปนั่งได้นอนลง ระบายสีแย่ขึ้นๆ (เพราะที่โรงเรียนสไตร์จะเหมาะสมกับเด็กสไตร์นั้นเท่านั้นและแม่ที่คิดว่าแค่ลูกชอบมาโรงเรียนก็พอหรือชอบความหรูหราแต่สำหรับแม่อย่างดิฉันมันมากกว่านั้นเยอะมาก)

 

ดิฉันเริ่มคิดว่าสิ่งที่ดิฉันลงทุนคือเวลาในการสอนลูกนั่งระบายสีกับลูกตั้งแต่ลูกดิฉันได้ 1ขวบ กำลังจะศูนย์เปล่าเพราะคุณครูบอกเด็กๆว่าใครเสร็จก่อนได้ออกไปเล่นก่อนมันสวนทางกับการสอนของดิฉัน ดิฉันจะเน้นการนั่งนานที่สุดเพราะมันคือสมาธิและการนิ่งของเด็ก เด็กเราต้องสอนตั้งแต่เล็กมากๆยิ่งดี เพราะถ้ามาสอนตอน3ขวบจะยากมากๆแล้วในการนิ่งเพราะจะเป็นการฝืนเค้าแล้วก็จะทำให้ตัวเราโมโหหรือหงุดหงิด ทำไมกว่าลูกจะทำการบ้านเสร็จ1หน้ามันยากเย็นนักเรียกแล้วเรียกอีกเขียน 1ตัวไปวิ่ง 1 รอบ แต่สิ่งที่ดิฉันปลูกฝังลูกมาในการนั่งนานได้ทำอะไรนานๆมันก็คุ้มค่าจริงๆลูกดิฉันเป็นเด็กที่ได้รับประกาศนียบัตรในการเรียนเกือบทุกวิชาและทุกปีเพราะเค้าเป็นเด็กที่ตั้งใจที่สุดอย่างที่ดิฉันบอกน่ะค่ะทุกอย่างคือการปลูกฝังนั่นคือสมาธิ แต่หลังๆมานี้เริ่มเปลี่ยนไปดิฉันต้องทำอะไรสักอย่าง บวกกับดิฉันได้แต่มานั่งรอลูกเรียนภาษาจีนหลังเรียนจากโรงเรียนทุกวัน เพราะไม่เช่นนั้นสิ่งที่ดิฉันลงทุนลงแรงกำลังจะหายไป จนดิฉันก็กลับมาคิดทบทวนแล้วทบทวนอีก เนื่องด้วยลูกอายุแค่5ขวบเรียนแบบนี้ต้องเกลียดการเรียนแน่ก็เรายังให้ลูกเรียนมากเกินไปนั่นหมายถึงเวลาที่ยาวนานทัังวันสำหรับเด็ก 5 ขวบ ดิฉันก็เลยคิดทบทวนว่าอะไรที่เหมาะสมเป็นสิ่งแรก นั่นคือนิสัยในการใฝ่รู้การปลูกฝัง และที่สำคัญที่สุดคือครูเอาใจใส่เด็กๆทุกคน ความรักความอบอุ่นการกล้าเข้าหากล้าถามคุณครู แต่เนื่องด้วยลูกดิฉันเด็กที่ค่อนข้างเรียบๆ ไม่ค่อยพูดเยอะ ชอบนั่งทำงานเขียนหรือระบายสีไปเรื่อยๆ ก็อาจต้องมีการฝากดูเป็นพิเศษเพราะเค้าอาจจะโดนเพื่อนเอาเปรียบและแกล้งเสมอๆ และวันหนึ่งดิฉันก็กลับมานั่งคิดทบทวนว่าคงจะมีที่เดียวที่เหมาะสมที่สุดก็คือ Glory international school แห่งนี้ เป็นโรงเรียนที่ไม่ใหญ่นักแต่อบอุ่นไม่มีถึง ม.6 ก็ไม่เป็นไรเราหาที่เรียนต่อได้ ไม่หรูหราแต่ให้ความรู้ที่คุ้มค่าค่าเทอม รวมทั้งลูกดิฉันก็ได้เรียน 3 ภาษาตามที่ต้องการรวมถึงเป็นการเรียนระบบสิงค์โปร์ ได้เข้าถึงคุณครู หรือถึงแม้จะเป็นผู้อำนวยการก็ตาม ขอพบและพูดคุยได้ตลอด รวมทั้งการแนะนำของเราถ้ามีประโยชน์กับโรงเรียนและการศึกษาของเด็กทางโรงเรียนก็พร้องที่จะรับฟังและนำไปใช้กับโรงเรียน และตอนนี้ลูกคนที่2 ของดิฉันก็ได้เข้ารับการเรียนการสอนที่ Glory

 

สุดท้ายนี้ดิฉันอยากจะบอกทุกคนว่า ดิฉันเป็นแม่คนนึงซึ่งมีความคิดว่ามีลูกคือการลงทุนที่หนักมาก และเสี่ยงที่สุด เพราะผลที่ตามมามันไม่ได้อีก ปีหรือ 2 ปี หรือ 5ปี แต่มันคืออีก15-20ปี กว่าจะเห็นผล ฉะนั้นดิฉันจึงจะต้องดูแลทั้งนิสัยใจคอทุกนาที การเอาใจใส่ทุกการกระทำหรือการแนะนำที่ดิ และการปลูกฝังที่ดี จากคนที่เป็นครอบครัวและคุณครู เพราะนั่นหมายถึงมันจะเป็นนิสัยจริงๆของลูกเราและบุคลากร หรือการสร้างคนหนึ่งคนที่มาจากเรา ดิฉันหวังว่าสิ่งที่ดิฉันทุ่มเทการลาออกจากงานมาเลี้ยงลูกและให้คำสั่งสอนที่ถูกกับลูก รวมทั้งการวางแผนอนาคตที่มีลูกมีส่วนในการตัดสินใจด้วย จะทำให้เค้ามีอนาคตที่ดีและเป็นคนดีคนหนึ่ง และมีความสุขที่สุดที่มีแม่อยู่ข้างๆคอยให้คำปรึกษา และในอนาคตดิฉันก็หวังว่าดิฉันจะมีความสุขมากว่าเค้าในอนาคตเพราะเค้าเป็นคนนิสัยดีและเก่ง นั่นคือความภูมิใจและปรารถนาที่สุดของคนที่เป็นแม่แบบดิฉัน

MENU